ผิวของเราเนี่ยนะ เปรียบเสมือนกำแพงที่คอยปกป้องร่างกายจากสิ่งสกปรก มลภาวะ และเชื้อโรคต่างๆ แต่บางทีเจ้ากำแพงผิวของเราก็อ่อนแอลงได้ ไม่ว่าจะเพราะอายุที่มากขึ้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น และเกิดปัญหาผิวต่างๆ ตามมาได้ง่ายๆ เลยค่ะจากประสบการณ์ตรงเลยนะ ตอนที่ผิวหน้าแย่มากๆ รู้สึกได้เลยว่าผิวบอบบางลงมาก แสบๆ คันๆ เวลาโดนอะไรนิดหน่อย เลยเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสมที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว จนได้เจอกับส่วนผสมหลายๆ ตัวที่น่าสนใจมากๆ และก็ลองใช้เองจริงๆ ด้วยค่ะเดี๋ยวนี้เทรนด์การดูแลผิวที่เน้นเรื่อง Skin Barrier กำลังมาแรงมากๆ เลยนะคะ เพราะคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าผิวที่แข็งแรงคือผิวที่สุขภาพดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ขาวใสอย่างเดียว แล้วในอนาคตเราอาจจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้าง Skin Barrier ให้แข็งแรงยิ่งขึ้นไปอีกแน่นอนเลยค่ะเพื่อผิวที่แข็งแรง สุขภาพดีไปยาวๆ เรามาทำความรู้จักกับส่วนผสมเหล่านั้นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกกันเถอะค่ะ เพราะการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรานี่แหละ คือกุญแจสำคัญเลยล่ะค่ะต่อไปนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนผสมเหล่านั้นให้ละเอียดกันเลยนะคะ!
ไขความลับ ผิวแข็งแรง สุขภาพดี: ส่วนผสมลับที่ไม่ลับ!
1. เซราไมด์ (Ceramides): กุญแจล็อคความชุ่มชื้น
เซราไมด์เนี่ยนะ เป็นเหมือนปูนที่คอยเชื่อมอิฐ (เซลล์ผิว) ให้เรียงตัวกันอย่างแข็งแรง ทำให้ผิวของเรากักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ไม่แห้งกร้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผิวของเราก็มีเซราไมด์เป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุมากขึ้น หรือเจอมลภาวะต่างๆ เซราไมด์ในผิวก็จะลดลง ทำให้ผิวอ่อนแอลงได้ค่ะ* เซราไมด์ช่วยอะไร: นอกจากจะช่วยเรื่องความชุ่มชื้นแล้ว เซราไมด์ยังช่วยลดการระคายเคือง ลดการอักเสบของผิว ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นด้วยนะ
* หาเซราไมด์ได้จากไหน: มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “Ceramide NP”, “Ceramide AP”, “Ceramide EOP” ในส่วนผสมได้เลยค่ะ
* ประสบการณ์ตรง: เคยใช้ครีมที่มีเซราไมด์เข้มข้น รู้สึกได้เลยว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นมาก พวกผื่นแดงๆ ที่เคยขึ้นตามแก้มก็ค่อยๆ หายไป
2. ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid): เติมน้ำให้ผิวฉ่ำวาว
ไฮยาลูรอนิก แอซิด หรือ HA เป็นเหมือนฟองน้ำที่คอยดูดซับน้ำไว้ในผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว เหมือนสาวเกาหลีเลยค่ะ ตัว HA เองสามารถอุ้มน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวมันเองถึง 1,000 เท่า!
แต่สิ่งที่ต้องรู้คือ HA มีหลายขนาดโมเลกุล ซึ่งแต่ละขนาดก็ทำงานแตกต่างกันไปนะคะ* HA แต่ละขนาดโมเลกุลต่างกันยังไง: HA ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจะซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกกว่า ช่วยเติมความชุ่มชื้นจากภายใน ส่วน HA ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่จะเคลือบอยู่บนผิว ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออกไป
* เลือก HA แบบไหนดี: เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี HA หลายขนาดโมเลกุลผสมกัน จะช่วยให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่ค่ะ
* เคล็ดลับ: ก่อนทา HA ให้พรมน้ำบนผิวก่อน จะช่วยให้ HA ดูดซับน้ำได้ดียิ่งขึ้น
เสริมเกราะป้องกันผิว: ส่วนผสมที่ช่วยลดการระคายเคือง
1. กลีเซอรีน (Glycerin): มอยส์เจอไรเซอร์คู่ใจ
กลีเซอรีนเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย และมีอยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแทบทุกชนิด กลีเซอรีนจะช่วยดึงน้ำจากอากาศเข้าสู่ผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น แต่ข้อเสียคือถ้าอยู่ในที่ที่อากาศแห้ง กลีเซอรีนอาจจะดึงน้ำจากผิวเราออกมาแทนได้ค่ะ* ใช้กลีเซอรีนยังไงให้ได้ผล: ใช้คู่กับสาร Occlusive (สารที่ช่วยเคลือบผิว) อย่างปิโตรเลียมเจลลี่ หรือเชียบัตเตอร์ จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
* กลีเซอรีนในสบู่: สบู่บางชนิดมีส่วนผสมของกลีเซอรีน เพื่อช่วยลดความแห้งตึงหลังล้างหน้า
* ข้อควรระวัง: บางคนอาจจะแพ้กลีเซอรีนได้ ลองทดสอบกับผิวบริเวณเล็กๆ ก่อนใช้นะคะ
2. อัลลันโทอิน (Allantoin): ปลอบประโลมผิวบอบบาง
อัลลันโทอินเป็นสารสกัดจากพืช มีคุณสมบัติช่วยลดการระคายเคือง ลดการอักเสบของผิว ช่วยสมานแผล และผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน เหมาะสำหรับคนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย หรือผิวที่โดนทำร้ายจากแสงแดด* อัลลันโทอินช่วยอะไรอีก: นอกจากจะช่วยเรื่องการระคายเคืองแล้ว อัลลันโทอินยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ลดรอยแดง รอยดำจากสิวได้ด้วยนะ
* หาอัลลันโทอินได้จากไหน: มักจะเจอในผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปลอบประโลมผิวหลังออกแดด
* เคล็ดลับ: ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอัลลันโทอินหลังจากการผลัดเซลล์ผิว จะช่วยลดการระคายเคืองได้ดีเลยค่ะ
ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ: สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)
1. วิตามินซี (Vitamin C): ผิวกระจ่างใส สุขภาพดี
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่โด่งดังมากๆ ในวงการสกินแคร์ เพราะช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส ลดรอยดำรอยแดง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ข้อเสียคือวิตามินซีสลายตัวง่ายมาก ต้องเก็บรักษาให้ดี* วิตามินซีมีกี่รูปแบบ: วิตามินซีมีหลายรูปแบบ เช่น L-Ascorbic Acid (LAA), Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP), Ascorbyl Glucoside (AA2G) ซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีความเสถียรและประสิทธิภาพแตกต่างกันไป
* เลือกวิตามินซีแบบไหนดี: ถ้าผิวแข็งแรง ไม่แพ้ง่าย เลือก LAA จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ถ้าผิวบอบบาง แพ้ง่าย ลอง SAP หรือ AA2G จะอ่อนโยนกว่า
* ข้อควรระวัง: วิตามินซีอาจจะทำให้ผิวระคายเคืองได้ ลองเริ่มจากความเข้มข้นต่ำๆ ก่อนนะคะ และควรใช้คู่กับครีมกันแดดเสมอ
2. วิตามินอี (Vitamin E): คู่หูวิตามินซี
วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายจากแสงแดด มลภาวะ และอนุมูลอิสระต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และสมานแผล* วิตามินอีช่วยอะไรอีก: วิตามินอีช่วยเสริมประสิทธิภาพของวิตามินซี เมื่อใช้คู่กันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
* หาวิตามินอีได้จากไหน: มักจะเจอในผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้ง หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดริ้วรอย
* เคล็ดลับ: ลองใช้ออยล์ที่มีส่วนผสมของวิตามินอีทาบำรุงผิวหน้าก่อนนอน จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นมาก
เสริมสร้างความแข็งแรงจากภายใน: โพรไบโอติกส์ (Probiotics)
1. โพรไบโอติกส์: จุลินทรีย์ดีต่อผิว
โพรไบโอติกส์ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับลำไส้เท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อผิวด้วย! โพรไบโอติกส์ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์บนผิว ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น ลดการอักเสบ ลดการเกิดสิว และช่วยให้ผิวดูสุขภาพดี* โพรไบโอติกส์ทำงานยังไง: โพรไบโอติกส์จะช่วยสร้างเกราะป้องกันผิว ทำให้แบคทีเรียที่ไม่ดีไม่สามารถเข้ามาทำร้ายผิวได้
* หาโพรไบโอติกส์ได้จากไหน: นอกจากอาหารเสริมแล้ว ยังมีสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของโพรไบโอติกส์ด้วยนะ
* เคล็ดลับ: ลองทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์สูง เช่น โยเกิร์ต หรือกิมจิ จะช่วยให้ผิวสุขภาพดีจากภายใน
ส่วนผสม | ประโยชน์ | ข้อควรระวัง |
---|---|---|
เซราไมด์ (Ceramides) | ล็อคความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง | – |
ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) | เติมน้ำให้ผิวฉ่ำวาว | – |
กลีเซอรีน (Glycerin) | ให้ความชุ่มชื้น | อาจจะดึงน้ำจากผิวถ้าอากาศแห้ง |
อัลลันโทอิน (Allantoin) | ลดการระคายเคือง สมานแผล | – |
วิตามินซี (Vitamin C) | ผิวกระจ่างใส ลดรอยดำ | สลายตัวง่าย อาจจะระคายเคือง |
วิตามินอี (Vitamin E) | ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ | – |
โพรไบโอติกส์ (Probiotics) | ปรับสมดุลจุลินทรีย์บนผิว | – |
การดูแลผิวให้แข็งแรงไม่ใช่เรื่องยาก แค่เราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา และเข้าใจส่วนผสมต่างๆ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น เท่านี้เราก็จะมีผิวที่แข็งแรง สุขภาพดีไปยาวๆ แล้วค่ะ!
ส่งท้ายบทความ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลผิวของทุกคนนะคะ การมีผิวที่แข็งแรงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราใส่ใจและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา อย่าลืมว่าผิวแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสังเกตและเรียนรู้ว่าผิวของเราต้องการอะไร แล้วผิวสวยสุขภาพดีก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ!
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะคะ บ๊ายบาย!
ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติม
1. การสครับผิวเป็นประจำ (1-2 ครั้งต่อสัปดาห์) จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิม แต่ระวังอย่าสครับแรงเกินไปนะคะ
2. การดื่มน้ำให้เพียงพอ (วันละ 8 แก้ว) สำคัญมากๆ ต่อความชุ่มชื้นของผิวจากภายใน
3. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (7-8 ชั่วโมงต่อคืน) ช่วยให้ผิวได้ซ่อมแซมตัวเอง และลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาผิว
4. การทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีน จะช่วยบำรุงผิวจากภายใน
5. อย่าลืมทาครีมกันแดดทุกวัน แม้ในวันที่ไม่มีแดด เพราะแสงแดดเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย
สรุปประเด็นสำคัญ
ผิวที่แข็งแรงเริ่มต้นจากการดูแลอย่างสม่ำเสมอ
เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว เช่น เซราไมด์, ไฮยาลูรอนิก แอซิด, กลีเซอรีน, อัลลันโทอิน, วิตามินซี, วิตามินอี, และโพรไบโอติกส์
ปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด และมลภาวะ
ดูแลสุขภาพจากภายใน ด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ, พักผ่อนให้เพียงพอ, และทานอาหารที่มีประโยชน์
สังเกตและเรียนรู้ว่าผิวของเราต้องการอะไร แล้วปรับการดูแลผิวให้เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ส่วนผสมที่ช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier ที่หาซื้อง่ายๆ ในประเทศไทยมีอะไรบ้างคะ?
ตอบ: โอ้โห ส่วนผสมดีๆ ที่ช่วยเสริม Skin Barrier ในไทยเรามีเยอะแยะเลยค่ะ ที่ฮิตๆ ติดลมบนก็จะมีพวก Ceramide ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างเซลล์ผิว, Hyaluronic Acid ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น, Niacinamide ที่ช่วยลดการระคายเคือง แล้วก็พวก Prebiotic กับ Probiotic ที่ช่วยปรับสมดุล Microbiome บนผิวเราค่ะ เดินเข้า Boots หรือ Watson ก็เจอเพียบเลยค่ะ หรือถ้าอยากได้แบบ Organic หน่อย ก็ลองดูพวกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Shea Butter หรือ Jojoba Oil ก็ได้นะคะ
ถาม: จะรู้ได้ยังไงว่าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้อยู่ช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier จริงๆ?
ตอบ: อันนี้ต้องสังเกตผิวตัวเองดีๆ เลยค่ะ หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ไปสักพัก ลองสังเกตดูว่าผิวเราแข็งแรงขึ้นไหม ไม่ค่อยแสบแดงง่ายๆ ผิวดูอิ่มน้ำ ชุ่มชื้นขึ้น จับแล้วไม่สากมือ หรือถ้าใครผิวแพ้ง่ายเป็นทุนเดิม ลองดูว่าอาการแพ้ดีขึ้นไหม ถ้าดีขึ้น แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นน่าจะช่วยเสริม Skin Barrier ของเราได้จริงๆ ค่ะ แต่ถ้าใช้แล้วผิวยังแห้งเหมือนเดิม หรือมีผื่นขึ้น อันนี้อาจจะต้องลองเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นดูนะคะ
ถาม: มีวิธีดูแล Skin Barrier ง่ายๆ ที่ทำได้เองที่บ้านไหมคะ?
ตอบ: มีแน่นอนค่ะ! เริ่มจากล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง แล้วก็หลีกเลี่ยงการขัดผิวบ่อยๆ เพราะจะทำให้ Skin Barrier ถูกทำลายได้ง่ายๆ ค่ะ หลังจากล้างหน้าเสร็จ ให้รีบทา Moisturizer เลยนะคะ เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น แล้วก็อย่าลืมทาครีมกันแดดทุกวันด้วยนะคะ เพราะแสงแดดก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ Skin Barrier อ่อนแอลงค่ะ นอกจากนี้ การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วก็กินอาหารที่มีประโยชน์ ก็ช่วยให้ผิวแข็งแรงจากภายในได้ด้วยนะคะ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ!
📚 อ้างอิง
Wikipedia Encyclopedia
구글 검색 결과
구글 검색 결과
구글 검색 결과
구글 검색 결과